เรื่องเด่นเย็นใจนี้

posted on 29 May 2012 16:08 by kaidylan

 

 

 

 

 

 

 

 

"เรื่องเด่นเย็นใจนี้"

 

 

 

โทสะ- - -

เมื่อเกิดมีโทสะ

เราต้องขอบคุณผู้ที่ยั่วเย้าเรานะ

เพราะว่าเขาคือผู้มาโปรดเพื่อฝึกฝนให้เราแกร่ง

โทสะเมื่อมีมา อย่าเพิ่งผลักไสออกไปในทันที

จับสระโอขึ้นมาพลิกดู

ตะแคงหงายดู ท. ทหาร

มองให้เห็นแง่มุมต่างต่างของ ส. เสือ

หยิบสระอะมาส่องดู เผื่อมองเห็นความแจ้งประจักษ์

หากเราซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากพอ

จะค้นพบสัจจะที่มีอยู่ในโทสะนั้น

ว่ารากที่ฝังลึกก็คือ "ฉันเป็นคนใจแคบและอ่อนแอ"

ยอมพ่ายแพ้ต่อภาวะเพียงเสี้ยววินาที

ขยายกลายให้มันมีอิทธิพลเหนือเวลาทั้งชีวิต

เราสามารถแพ้มันได้

แต่ว่าอย่าบ่อยครั้งจนเกินไป

เพียงเรารู้เท่าทันความคิด

วินาทีถัดต่อจากนั้นอีกสักนิด

โทสะก็จะอันตรธานไปด้วยตัวของมันเอง

ลองพินิจด้วยจิตใจอันแข็งแกร่ง

แล้วการให้อภัยและเมตตาจะเข้ามาทดแทน

ใช่ไหม?

  

เราจดจำความรู้สึก

เสมือนว่าตนได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ได้ไหม?

การประสบกับชัยที่ไม่เคยคาดคิดว่าตนจะสามารถทำได้

ดุจดั่งหัวใจได้ติดปีกโบยบินโดยไร้พันธนาการใดใด

การประสบกับชัยชนะดังที่ว่ายิ่งใหญ่

เมื่อเราสามารถเอาชนะอุปสรรคขวากหนามอันเกาะเกี่ยวหัวใจ

ด้วยการขึ้นไปยืนอยู่เหนือจิตใจอันดำมืดของตัวเอง

ใช่ไหม?

  

ไม่มีผู้ใดสมบูรณ์แบบ

เพราะแม้แต่คำว่าสมบูรณ์แบบ

ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบโดยอรรถ

สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือว่า

การเรียนรู้และปรับปรุงความไม่สมบูรณ์แบบนั้น

ซึ่งไม่ได้หมายความว่า

เราจะทำตนเองให้ดูสูงส่งขึ้นมาแต่อย่างใด

แต่เป็นการรู้จักทำความเข้าใจในตัวเอง

ทั้งในแนวทางที่ลึกและกว้างขวางขึ้น

ใช่ไหม?

  

การคาบคัมภีร์เพื่อนำมาตอบคำถามในทางความเชื่อ

อาจจะเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีศรัทธาจริต

ทว่าสำหรับผู้ที่มีพุทธิจริต

อาจจะเห็นว่ามันสำเร็จรูปและย่อยง่ายดายจนเกินไป

ฉะนั้นการตอบคำถามด้วยการย้อนถามกลับ

เพื่อให้พินิจด้วยสติและปัญญาดังที่ยึดมั่นอยู่ในใจ

จึงเหมาะสมสำหรับผู้ที่ยึดถือในเหตุผลเหนือศรัทธา

ใช่ไหม?

 

บนโลกใบนี้มีนักเหตุผลอยู่มากมาย

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า

บรรดาผู้ที่มีเหตุผลทั้งหลาย

ไฉนจึงตกหลุมของเหตุผลจนแข้งขาหักตั้งหลายราย

เป็นไปได้ไหมที่นักเหตุผลเหล่านั้น

ยึดติดถือมั่นในหลักการของตนเองมากจนเกินไป

กระทั่งละเลยสัจจะ

ซึ่งอยู่เหนือทั้งเหตุผลและศรัทธา

ใช่หรือไม่?

 

 

*********

 

ป.ล. ขอฝากข้อเขียนดีๆไว้อีกสักหนึ่งข้อความและตลกทางธรรมะ

เอาไว้ให้ได้ขบคิดกันอีกสักนิดนะครับ ดังนี้...

 

- "จิตใจของมนุษย์

มีทั้งเมล็ดพันธุ์ด้านดีและด้านร้าย

นอนเนื่องอยู่ในใจของเรา

แล้ววันนี้ เรากำลังหมั่นรดน้ำเมล็ดพันธุ์ชนิดใดอยู่..."

โดย

 

 

 

- "มีโยมผู้หนึ่งเดินทางไปยังวัดป่าแห่งหนึ่ง

เพื่อจะมาขอศึกษาและฝึกปฏิบัติวิปัสสนา

แต่พระป่าภายในวัดบอกกับโยมผู้นั้นว่า

ที่นี่ไม่มีการฝึกวิปัสสนา

จะมีก็แต่การทรมานคน..." โดย เปสโลภิกขุ

 

Sem Semsikkha

ด้วยความคิดถึง

posted on 25 May 2012 14:57 by kaidylan

 

 
 
 
“ด้วยความคิดถึง”

 

 

แม่ครับ...

วันนี้ผมคิดถึงแม่เป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นแม่ค้ากำลังขายส้มตำและไก่ย่าง

 

พ่อครับ...

วันนี้ผมคิดถึงพ่อเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นพ่อครัวกำลังปรุงอาหาร

 

ป้าครับ...

วันนี้ผมคิดถึงป้าเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นคนงานไร่อ้อยทำงานหนักอยู่ในโทรทัศน์

 

ลุงครับ...

วันนี้ผมคิดถึงลุงเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นคนงานก่อสร้างกำลังทำงานอยู่กลางถนน

 

อาครับ...

วันนี้ผมคิดถึงอาเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นคนรับใช้กำลังเดินตามเจ้านายของเขา

 

น้าครับ...

วันนี้ผมคิดถึงน้าเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นสาวโรงงานกำลังนั่งกินข้าวราดแกง

 

พี่ชาย...

วันนี้ผมคิดถึงพี่ชายเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นชายหนุ่มกำลังซ่อมรถอยู่ในอู่รถยนต์

 

น้องสาว...

วันนี้พี่คิดถึงน้องสาวเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นสาวสาวกำลังทำงานในแหล่งบันเทิง

 

น้องชาย...

วันนี้พี่คิดถึงน้องชายเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นบรรดานักศึกษากำลังอวดศักดาสถาบัน

 

หลานรัก...

วันนี้ลุงคิดถึงหลานเป็นพิเศษ

เมื่อได้พบเห็นคุณยายกำลังจูงมือหลานเดินเล่น

 

คงจะดีไม่น้อย

หากเรามองเห็นแล้วคำนึงถึงใครใคร

เสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่และมิตรรัก

มากกว่าการมองเห็นแค่ตัวของเราเองเป็นหลัก

นับเป็นการชี้ให้เห็น

ว่าพวกเขายังมีคุณค่าและมีตัวตน

เพียงแค่รู้จักหยิบใจของตัว

ยกให้พ้นออกไปจากตรงนั้น

พลัน- - -

เราก็จะเห็นหัวใจของผู้อื่นอีกมากมาย...

 

 

*********

จากภาวนาสู่ความใจดี

posted on 21 May 2012 22:37 by kaidylan

  

 

จาก “ภาวนาสู่ความใจดี”

 

...โดยนิสัยส่วนตัวแล้วอาตมาไม่ชอบทำงานแบกหามหรืองานที่ต้องออกแรง

อาตมาชอบทำงานในออฟฟิศหรืองานเกี่ยวกับเอกสาร เมื่อมาอยู่ที่นี่มันเลือกงานไม่ได้

ก็แล้วแต่ว่า Work Monk จะจัดให้ทำอะไร มีอยู่วันหนึ่งอาตมาได้งานตัดเหล็ก

ซึ่งเราเองไม่ชอบทำ ก่อนหน้านี้หลายปีอาตมาเคยเห็นภาพข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์

มีร้านตัดเหล็กกับร้านขายของอยู่คนละฝั่งถนน ใบมีดที่ใช้ตัดเหล็กซึ่งทำจากไฟเบอร์มันแตก

แล้วชิ้นส่วนก็ปลิวมาเสียบหัวคนที่กำลังซื้อของอยู่อีกฟากของถนน

อาตมาก็คิดว่าเรากำลังจะตัดเหล็ก มันต้องใช้เครื่องมือตัดเหล็กแบบมือถือ

ถ้าใบมีดมันแตกจะทำยังไง แต่ก็มาคิดอีกทีว่าไม่เป็นไรลองทำดู

ก่อนจะตัดเหล็กมันก็ต้องใส่เครื่องป้องกันสารพัด ทั้งถุงมือ หน้ากาก ที่อุดหูอุดจมูก

ตอนที่ทำเราก็ไม่ได้นึกถึงตัวเอง แต่คิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับคณะสงฆ์

ขอให้คนที่จะนำเหล็กเหล่านี้ไปใช้ได้ทำงานอย่างมีความสุข

ขอให้คนที่จะได้มาใช้สิ่งก่อสร้างซึ่งประกอบขึ้นมาจากเหล็กเหล่านี้มีความสุข

เมื่อพิจารณาแบบนี้ มันก็มีความสุขในการทำงาน ทั้งๆที่งานนั้นเราไม่ชอบเลย

อาตมาเห็นประกายไฟสีส้มที่เกิดจากการกระทบกันของเหล็กกับเครื่องตัดเหล็ก

ก็ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งที่เราเคยเล่นดอกไม้ไฟตอนเป็นเด็ก (ฮา) เออ! มันก็สนุกดีเหมือนกัน

 แล้วก็ทำให้อาตมาระลึกถึงคำของครูบาอาจารย์ที่ว่า “คนใจดีมักมีแต่เรื่องดีใจ”

ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อจิตใจเราดีแล้วมันก็มีความสุข ทั้งๆที่ต้องประสบกับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
และอีกประโยคหนึ่งก็คือ “เคล็ดลับของความสุขไม่ได้อยู่ที่การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
 
แต่อยู่ที่ชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ”
 
(อ้างอิงจากธรรมกถา “ภาวนาสู่ความใจดี”  
จากหนังสือ : THE ORGANIC EXPERIENCE
ประสบการณ์สุกสดของภิกษุหนุ่ม จากบางมุมของอเมริกา
หน้า ๒๖๕-๒๖๖ เขียนโดย เปสโลภิกขุ)

 

..............

 

เมื่ออ่านธรรมกถาชิ้นนี้ของหลวงพี่จบลง

ผมก็หวนนึกถึงช่วงที่ตัวเองทดลองดำรงตนเป็นชาวนาสมัครเล่น

ขณะนั้นผมไม่มีองค์ความรู้อะไรเลยที่เกี่ยวกับวิถีการเป็นชาวไร่ชาวนา

ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นปฏิบัติตนอย่างไร และคงเป็นการงานที่เหนื่อยยากแสนสาหัสแน่แท้

แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงอาทิตย์แรกของการฝึกปฏิบัติเพื่อบ่มตนเป็นชาวนาไปได้

อาการที่เรียกว่า “จิตส่าย” หรือความไม่มั่นใจในตัวเอง ก็ค่อยๆถูกทลายลงทีละน้อย

เพราะได้ปราชญ์ชาวบ้านช่วยสอนสั่งและเป็นกำลังใจ

กระทั่งจิตใจสงบนิ่งต่อการงานที่อยู่ตรงเบื้องหน้า

เนื่องเพราะภายในใจได้ค้นพบคำตอบแล้วว่า

การงานที่เราไม่เคยคิดทำ เพราะต้องใช้แรงงานอย่างหนักเช่นการทำนา

คงไม่อาจมอบความสุขกายและใจให้แก่เราได้เป็นแน่ แต่พอการทำภาวนาด้วยจิตใจที่สงบ

แม้จะกำลังตากแดดร้อนระอุ เพื่อเดินหว่านข้าวลงบนผืนนา

ในขณะที่จับจอบถากถาง และจับคราดเพื่อกำจัดหญ้าอยู่นั้น

ภายในใจกลับมิได้นึกถึงความเหน็ดเหนื่อยหรือความยากลำบากของตัวเอง

แต่คิดไปถึงคนอื่นๆ เช่น คิดถึงเพื่อนๆที่เรารู้จัก

แล้วคิดเลยไปถึงเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆที่เราไม่รู้จัก

คิดว่าถ้าหากพวกเขาได้กินข้าวไร้สารพิษไร้สารเคมีที่เราตั้งใจปลูกก็คงดี

และคงจะดียิ่งๆขึ้นไปอีก หากข้าวจากหยาดเหงื่อและแรงงานของเรา

สามารถช่วยให้ผู้หิวโหยบางคนคลายความหิวลงไปได้บ้าง

 

นี้ใช่ไหมที่เราเรียกกันว่า “ความสุข” อันเกิดจากการภาวนา

แม้สถานการณ์ที่อยู่ตรงเบื้องหน้าจะมิได้มีความสะดวกสบายแม้แต่น้อย

สภาวะเช่นนี้ผมเชื่ออย่างเต็มกำลังของหัวใจแล้วว่า

ผู้ที่ฝึกปฏิบัติเท่านั้นจึงจะเข้าใจและเข้าถึงสภาวธรรมนี้อย่างมีความสุข

เพราะถึงแม้ว่าเราจะทำงานอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย

หรือทำงานที่ไม่ต้องออกแรงหนักหนาแม้แต่น้อย

หากจิตใจของคนที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝน จะต้องพบกับสถานการณ์ที่ตนไม่ชอบใจ

ก็ล้วนต้องตกอยู่ในสภาพที่จิตใจหมกไหม้และร้อนรุ่ม

และอาจบันดาลโทสะ อาละวาดฟาดงวงฟาดงาเอาได้ง่ายๆ

 

ดังที่หลวงพี่เปสโลทิ้งท้ายธรรมกถาเอาไว้ว่า...

“เหตุที่อาตมานำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่อให้เห็นว่า  

การภาวนาไม่ใช่การนั่งหลับตาเพียงอย่างเดียว

แต่การภาวนาจะอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

ถ้าแปลคำว่าภาวนาโดยอรรถก็จะได้ความว่า
 
การทำให้จิตใจของเราเจริญขึ้น ด้วยการแก้ไขความทุกข์ของตัวเองที่มีอยู่ในปัจจุบัน
 
แต่การที่เราจะสามารถแก้ไขความทุกข์ได้
 
มันก็ต้องอาศัยการสั่งสม การได้ยินได้ฟัง การได้ศึกษา การทดลองปฏิบัติ
 
ถ้ามองกันในแง่นี้แล้วก็จะเห็นว่า เราทุกคนทำได้ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือพ่อบ้านแม่เรือน ฯลฯ”

 

ครับ- - - ผมนำข้อเขียนมาให้อ่านในครานี้

ก็ด้วยเหตุที่ว่าถ้าหากความทุกข์รุกคืบเข้ามารุมเล่นงานเพื่อนๆเมื่อใด

จะได้รู้จักวิธีจัดการได้ทันท่วงที แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลแล้วละครับว่า

ได้เคยฝึกตนมาบ้างหรือไม่ และจะขยันฝึกปฏิบัติต่อไปไหม

ถึงอย่างไรก็ขอให้มีความสุขทุกๆคนภายใต้สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

อันที่จริงเราต้องขอบคุณสถานการณ์นั้นๆเสียด้วยซ้ำไป

เพราะนั่นคืออาจารย์ที่มาช่วยขัดเกลาและสั่งสอนเรานั่นเอง

 

 

 

 

 

 
ประสบการณ์สุกสดของภิกษุหนุ่ม จากบางมุมของอเมริกา

 

 

-เหตุเกิด ณ สนามบินแห่งหนึ่งในต่างประเทศ พระรูปหนึ่งบอกกับพนักงานของสายการบินว่า

ไม่ต้องการนั่งใกล้ผู้หญิง ช่วยพิจารณาที่นั่งใกล้ๆผู้ชายให้ด้วย

พนักงานหนุ่มยิ้มหยาดเยิ้มกระดี๊กระด๊า เพราะคิดว่าพระรูปนั้นเป็นเกย์เหมือนกัน (*.,*)



-เด็กลูกครึ่งคนหนึ่งเล่าให้พระฝรั่งฟังว่า เธอเคยเห็นผี

ท่านจึงแนะนำว่า ถ้าเห็นผีครั้งต่อไป ให้บอกเขาว่า "ขอให้คุณมีความสุข" :)



-โยม : ผมโดนภรรยานอกใจแต่ไม่นอกกาย มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ผมควรมีชีวิตอยู่ต่อไปไหมครับ?

พระ : ถ้าเพื่อบำเพ็ญคุณงามความดีก็สมควรอยู่ต่อไป (-/\-)
 

-พระ : ธรรมะข้อใดที่โยมใช้บ่อยที่สุดในชีวิตครอบครัว
 
โยม : เมื่อผมพูดกับภรรยา ผมจะไม่คิดว่าตัวเองต้องการอะไร
 
แต่ผมจะคิดว่าภรรยารู้สึกอย่างไร \(^v^)/


-โยม : จำเป็นไหมคะที่เราต้องปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า? เราไปปฏิบัติธรรมในทะเลทรายได้ไหม?

พระ : อาตมาเป็นพระป่า จึงแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมในป่า เพราะเห็นอานิสงส์มาแล้ว
 
แต่โยมจะไปปฏิบัติธรรมในทะเลทรายก็ได้ ถ้าต้องการจะพิจารณาเกี่ยวกับความว่าง ;D



-ชื่อเสียงทำให้คนตัวสูงขึ้นสองนิ้ว
-คนที่คุณรักประกอบด้วยน้ำ 72%
-คนอเมริกันมักจะใช้คำว่า "ท้าทาย" แทนคำว่า "ยากลำบาก"
-รอยยิ้ม = เส้นโค้งเล็กๆที่พลิกผันสถานการณ์

 



หมายเหตุ : ข้อเขียนให้คิดอย่างมีอารมณ์ขำ เพียงบางส่วนจากหนังสือรูปเล่มงามนามไพเราะ ที่ชื่อ

"THE ORGANIC EXPERIENCE” (ประสบการณ์สุกสดของภิกษุหนุ่ม จากบางมุมของอเมริกา) เล่มนี้

หลวงพี่เปสโลท่านรวบรวมมาจากการเขียนบล็อกด้วยสำนวนธรรมะกวนๆและยียวนสะกิดใจวัยรุ่น
 
จนถึงขั้นพิมพ์ไว้บนปกหลังว่า "ผู้อ่านสูงวัยควรได้รับคำแนะนำจากบุตรหลาน" (ฮา)
 

ผมได้รับความเมตตาและกรุณาจากหลวงพี่ท่านส่งมาให้ได้อ่านหนึ่งเล่ม
 
เนื่องเพราะท่านจัดพิมพ์เป็นของขวัญธรรมะ ให้แก่ญาติโยมที่ติดตามอ่านผลงาน
 
จึงขออนุโมทนาบุญในธรรมทานหนนี้ และกราบงามๆสามทีเพื่อขอบพระคุณหลวงพี่ครับ (-/\-)

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
"บ่นกระปอดกระแปดแบบแอบมีสาระ"

 

 


วันนี้มีเรื่องบ่นกระปอดกระแปดแบบแอบมีสาระมาเล่าสู่กัน
หลังจากที่ผมหายหัวและลำตัวจากวงการพู่กันและจานสี หันไปเป็นชาวนาสมัครเล่น
จับจอบจับเสียมเดินลงไร่ลงนาด้วยความขยันขันแข็งอยู่พักใหญ่
เมื่อหวนกลับคืนมาสู่วงการกลิ่นสีและทีแปรงประสมจินตนาการสร้างงานศิลปะอย่างเคย
ผมรู้สึกว่าภายในตัวตนมีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้เคยคิดอย่างสิ้นคิดด้วยจริตที่ถูกดัดมาเสียนานวัน
ว่าการทำงานที่ต้องใช้แรงงานอย่างหนักเช่นการทำไร่ทำนานั้น
มันหนักหนาสาหัสเกินกว่าร่างกายและมืออันบอบบางของผม
จะสามารถบากบั่นฝ่าฟันสภาพดินฟ้าและอากาศอันหฤโหด
โหดเสียจนอาจส่งผลทำให้ผมขยาดกลัวจนหำหดก็เป็นได้

 

แต่เมื่อกระแสแห่งกาลสมมติของมนุษย์ผ่านพ้นไป บทพิสูจน์แห่งชีวิตบ่งชัดแล้วว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจด้วยแรงทดลองปรารถนา สามารถตีแสกหน้าความอ่อนแอและอาการดัดจริตของมนุษย์ได้จริงจริง จากที่เคยคิดว่าการทำงานนั่งเขียนรูปหรือสร้างงานศิลปะใดใด นับเป็นการทำงานที่สะดวกสบายและมีรายได้งาม เป็นการงานที่สูงส่งและยิ่งใหญ่

ทุกวันนี้ผมอุดรูเว้าแหว่งแห่งความอหังการและอัตตาอันน่าเกลียดของตัวเอง ให้มันเหลือตัวตนเล็กลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องเพราะผมเข้าอกเข้าใจและแน่ใจแล้วว่าการงานทุกสายอาชีพมีคุณค่าและยิ่งใหญ่อยู่ในตัวเอง เพราะทุกสาขาอาชีพเชื่อมร้อยและผูกสัมพันธ์ถึงกัน มีส่วนเกื้อหนุนกันและกัน ไม่อาจมองอย่างแยกส่วนได้ จำต้องประกอบเชื่อมร้อยถึงกัน และหากการประกอบกิจการงานใด กระทำด้วยความรักและมีธรรมาธิปไตยหรือมีความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่เอารัดเอาเปรียบจากหยาดเหงื่อและแรงงานของผู้อื่น เพียงหมายครอบครองความร่ำรวยเป็นของส่วนตน เพื่อนำไปสู่การใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อและฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น ก็ล้วนมีคุณค่า มีความงดงามและยิ่งใหญ่เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินเท่านั้นที่สามารถสร้างความงดงามได้ เพราะความสามัญธรรมดา ก็งดงามและยิ่งใหญ่ได้มิใช่ละหรือ?

 ครับ- - - ผมบ่นมาจนถึงบรรทัดนี้ ก็ไม่ต้องคาดเดาแล้วว่า บรรทัดต่อไปผมจะเขียนอะไรต่อไป จะเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร นอกเสียจากการทิ้งท้ายด้วยบทกวีกะทัดรัดสักสามบรรทัด ดังนี้...
 
 
“ความมั่งคั่งของชีวิต
ความหมายกลายเป็นอื่นอีกได้ไหม
นอกเหนือไปจากเรื่องเงินทอง”
 
 
 
ขอจบการบ่นลงแต่เพียงเท่านี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขสวัสดิ์ตามอัตภาพ งุงิ ครุคริ เอยฯ

 

 

ฟ้า ใจ เมฆ และอารมณ์

posted on 17 May 2012 17:55 by kaidylan

 

 

 

 

 

 

"ฟ้า ใจ เมฆ และอารมณ์"

 

 

วันนี้นอนพักอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
หลังจากถางหญ้าบนคันนายาวให้เหี้ยน
เพื่อจะปลูกพืชผลเอาไว้กิน
และหมายให้รากพืชยึดเหนี่ยวหน้าดินให้แน่น
ขณะที่นอนพักอยู่นั้น

ได้แลชมเมฆก้อนน้อยใหญ่หลากขนาด

ค่อยค่อยล่องลอยไปตามทิศทางของแรงลมพัดนำพา
ก็พลางนึกไปถึงข้อเขียนของนักเขียนคนโปรด
ดังที่เขียนไว้ว่า...

"มองดูเมฆในฟากฟ้า
แปรเปลี่ยนนานารูปทรง
หลากหลายความรู้สึก
ฟ้าคือใจ
และเมฆก็คืออารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น
ซึ่งอาจประดับฟ้าให้งาม
หรืออาจทำให้ดูหม่นเศร้า
ทำให้ดูอึดอัดกลัดกลุ้มอย่างประหลาด

ใจเดิมคือความว่างอันผ่องแผ้ว
ดุจดังฟ้าอันผ่องใสไร้เมฆหมอก
ทว่าเมฆหมอกเหล่านี้มาจากไหนเล่า
มาจากไหนมากมายในบางวัน
และหายไปไหนหมดในบางครั้ง
ดูลี้ลับแปรเปลี่ยน ล่องลอย ไม่อาจจับต้องได้
บางครั้งก็มอบความงามให้
บางครั้งก็มอบความรู้สึกที่แตกต่างหลากหลายนานา
ฟ้ากับเมฆเป็นความสัมพันธ์อันแนบแน่น
เป็นความสัมพันธ์อันประหลาดล้ำ
ซึ่งก่อเกิดแหล่งกำเนิดอันลี้ลับ
ทั้งมีที่มาและที่ไปอันลี้ลับเช่นกัน"

(จากหนังสือ “จากห้วงลึก” เขียนโดย พจนา จันทรสันติ)

ผมนอนสังเกตถึงการมีอยู่ของก้อนเมฆบนท้องฟ้า
อุปมาขึ้นภายในใจว่า
ท้องฟ้ากับก้อนเมฆ
ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับจิตใจของคนเรา
ในบางเวลาร่าเริง แจ่มใส น่ารัก
ในบางเวลากลับเศร้าสร้อย หดหู่ หงอยเหงา
ในบางเวลาเกรี้ยวกราดฟาดเปรี้ยง อาละวาดดุจฟ้าผ่า
เสมือนว่าถูกเมฆดำปกคลุมใจ

นี้คือความลี้ลับภายในจิตใจ
หากผู้ใดเข้าใจได้ถึงรหัสนัย
และสามารถเข้าใจได้ถึงความว่างอันผ่องแผ้ว
ผมเชื่อว่าความสุขที่กำลังค้นหากันมาทั้งชีวิต
น่าจะมีคำตอบอยู่ในรหัสนัยอันลี้ลับที่ไม่ลับนี้

 

การนอนเอกเขนกลงบนคันนาใต้ร่มไม้ใหญ่หนนี้

ก็ช่วยทำให้ผมเข้าใจด้วยความซาบซึ้งถึงข้อเขียนของนักเขียนท่านนี้

และสามารถแจ้งประจักษ์ได้ด้วยตนเองว่า

การนอนพินิจเพื่อทำสมาธินั้นกระทำได้จริงจริง ;)

 

 

ป.ล. ช่วงนี้หายหัวและลำตัวไปเป็นชาวนาสมัครเล่นอยู่ที่บ้านนา ณ ยโสธร พักใหญ่

หากคิดถึงกัน ก็ส่งความคิดถึงมามอบให้แก่กันได้นะครับ

เพราะผมเองก็คิดถึงเพื่อนๆเช่นกัน (^___^)

 

 

 

 

 

"เงินทองเป็นของคุณก็จริง แต่ทรัพยากรเป็นสมบัติของสังคมส่วนรวม"

 

 

 

จากการอ่านบทความที่ชื่อ

 "เงินทองเป็นของคุณก็จริง แต่ทรัพยากรเป็นสมบัติของสังคมส่วนรวม"

 เนื้อหาและใจความของบทความชิ้นนี้ คือสิ่งที่ผมอยากเขียนและบอกเล่ามานาน

 แต่เขียนอย่างไรก็สื่อสารออกมาได้ไม่ดี ครั้นเมื่อได้อ่านบทความชิ้นนี้

 ซึ่งผู้เขียน(นิรนาม) สามารถสื่อสารได้อย่างตรงประเด็น

 โดยการชี้ให้เห็นถึงข้อเสียของการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย

 ของกลุ่มคนที่มักง่ายและขาดความรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนรวม

 แนะนำให้อ่านจริงๆครับ อย่างน้อยก็ช่วยกระตุ้นจิตสำนึกในการบริโภคของเราได้ดีทีเดียว

 ดังต่อไปนี้...

 

 

...เยอรมนีเป็นประเทศซึ่งพัฒนาอุตสาหกรรมไปไกลแล้ว

ประเทศนี้เป็นผู้ผลิตสินค้าชั้นนำ อย่างเช่น เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีเมนส์ เป็นต้น 

ปั๊มพ์ที่ใช้ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตขึ้นในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งของประเทศนี้ 

ในประเทศซึ่งมีการพัฒนาไปไกลเช่นนี้ คนส่วนใหญ่คงคิดว่า 

ประชาชนชาวเยอรมันคงใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย 

อย่างน้อยนั่นเป็นความรู้สึกของผมก่อนเดินทางไปศึกษาดูงานที่นั่น

เมื่อผมเดินทางถึงฮัมบูร์ก เพื่อนร่วมชาติซึ่งทำงานอยู่ที่นั่น

จัดให้มีการเลี้ยงต้อนรับผมที่ภัตตาคาร 

ขณะที่เราเดินเข้าไปในภัตตาคาร เราพบว่าโต๊ะจำนวนมากว่างอยู่ 

มีโต๊ะหนึ่งมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังนั่งกินอาหารกันอยู่บนโต๊ะของทั้งคู่

มีอาหารอยู่เพียงสองจาน และเบียร์อีกสองกระป๋อง ผมคิดสงสัยอยู่ในใจว่า

อาหารมื้อง่ายๆ อย่างนี้ จะทำให้เกิดบรรยากาศโรแมนติคขึ้นได้อย่างไร 

และสาวน้อยคนนี้จะเลิกคบกับไอ้หนุ่มขี้เหนียวคนนั้นหรือไม่

 

มีหญิงสูงอายุสองสามคนนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง เมื่อคนเสิร์ฟนำอาหารมาบริการ

เขาจะทำการแบ่งอาหารให้แก่ลูกค้าเหล่านั้น และทุกคนจะกินอาหารจนหมดสิ้น

ไม่มีเศษเหลืออยู่บนจานให้เห็น พวกเราไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้คนเหล่านั้นมากนัก

เพราะเรากำลังนั่งรออาหารหลายจานที่ได้สั่งไปแล้วด้วยความหิวโหย

 

อาหารเสิร์ฟออกได้รวดเร็วดี คงเป็นเพราะภัตตาคารมีแขกน้อย 

เราใช้เวลาในการกินอาหารเย็นมื้อนั้นไม่นาน เพราะเรายังมีกิจกรรมอื่นรออยู่ 

ขณะที่เราลุกออกจากโต๊ะ ยังมีอาหารเหลือคาจานอยู่อีกราวหนึ่งในสาม

ขณะที่เดินออกจากภัตตาคาร เราได้ยินเสียงใครร้องทักให้หยุด เราหันมอง

เห็นเป็นหญิงสูงอายุกลุ่มนั้น กำลังพูดกับเจ้าของภัตตาคารด้วยภาษาเยอรมัน 

เมื่อเขาเริ่มพูดกับเราเป็นภาษาอังกฤษ

เราจึงเข้าใจที่เขาไม่พอใจการกินทิ้งกินขว้างของพวกเรา

เราออกอาการหงุดหงิดทันทีที่เขาเข้ามายุ่มย่ามเกินกว่าเหตุ 

“พวกเราจ่ายค่าอาหารแล้ว ไม่ใช่กงการอะไรของพวกคุณสักหน่อย”

เพื่อนของเราคนหนึ่งชื่อ กุย ( Gui) ตอกหน้าหญิงสูงอายุเหล่านั้น

 

หญิงเหล่านั้นโกรธกริ้วเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที หนึ่งในนั้นหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายถึงใครบางคน 

ไม่นานช้า ชายในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่องค์กรสวัสดิการสังคม ( Social Security organization) 

ก็มาปรากฏกาย

 

ภายหลังจากฟังความจนรู้เรื่องว่าอะไรขึ้น เขาก็สั่งปรับพวกเราเป็นเงิน 50 มาร์ค

พวกเราทุกคนต่างเงียบกริบ เพื่อนซึ่งพักอยู่ในเมืองนี้

หยิบเงิน 50 มาร์คส่งให้ไปพร้อมกล่าวขอโทษขอโพยซ้ำๆ 

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกล่าวกับเรา ด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดว่า 

“สั่งอาหารเท่าที่พวกคุณจะกินได้หมด 

เงินทองเป็นของคุณก็จริง แต่ทรัพยากรเป็นสมบัติส่วนรวม

มีคนอีกจำนวนมากในโลกนี้ ที่อดอยาก หิวโหย

พวกคุณไม่มีเหตุผล ที่จะใช้ทรัพยากรอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ”

 

สีหน้าพวกเราเปลี่ยนเป็นสีแดง เราเห็นด้วยกับคำพูดของเขาหมดหัวใจ 

ทัศนคติของผู้คนในประเทศร่ำรวยแห่งนี้ทำเอาพวกเราอับอายขายขี้หน้า 

เราต้องทบทวนพิจารณาตัวเองกันจริงๆ จังๆ ในประเด็นนี้

 

พวกเรามาจากประเทศด้อยพัฒนาที่มีทรัพยากรไม่อุดมสมบูรณ์นัก 

แต่เพื่อปกปิดปมด้อยเหล่านี้

เราจึงสั่งอาหารมามากมายและจงใจให้เหลือในยามจัดเลี้ยงผู้อื่น 

บทเรียนนี้สอนเราให้คิดอย่างจริงจังเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนนิสัยไม่ดีเหล่านี้ 

เพื่อนผู้จ่ายค่าปรับถ่ายสำเนาใบเสร็จค่าปรับแล้วมอบให้พวกเราทุกคน 

พวกเราทุกคนรับเก็บไว้โดยดุษณี และนำแปะไว้ข้างฝา เพื่อเตือนใจตลอดไปว่า 

เราจะไม่ทำตัวเป็นคน “กินทิ้งกินขว้าง”  อีกเด็ดขาด

 

 

********

 

 

อ้างอิงบทความจาก : เว็บไซต์ เสมสิกขาลัย การศึกษาเพื่อชีวิต สังคม และธรรมชาติ  http://www.semsikkha.org/sem/share/624-waste-grain.html

ตากอารมณ์

posted on 23 Mar 2012 21:03 by kaidylan

 

 

 

 

 

“ตากอารมณ์”

 


ในยามซักผ้า
อยากให้ผ้าแห้ง
ก็เอาผ้าไปตากซี

ในยามน้ำท่วมบ้าน
อยากให้บ้านแห้ง
ถ้าเอาบ้านไปตากได้อย่างผ้าก็คงดี

ในยามจิตใจสกปรก
อยากซักให้สะอาด
ทดลองซักอย่างผ้าบ้างท่าจะดี

แต่มีข้อควรพึงระวัง
เมื่อซักใจจนชุ่มฉ่ำ
ตากใจนานเกินไปก็ไม่ดี

แดดลมเลีย
จิตใจอาจแห้งกระด้าง
ควรเก็บใจมาพักรักษาให้รู้จักความพอดี

จากตากผ้า กลายตากบ้าน กระทั่งมาตากใจ
ชักจะไปกันใหญ่
ซ้ำกลอนบทนี้เอาแต่ลงท้ายด้วยสระอี

ฉันทำการเรียนรู้ซักและตากอารมณ์
จึงอยากชวนเธอมาซักและตากอารมณ์เสียให้มันดี
ด้วยการออกเสียงดังดัง ดังต่อไปนี้
ครุคริ งุงิ แง่วแง่ว เอยฯ

 

*********

 

ป.ล. หากทำให้อารมณ์ของท่านผู้อ่าน
เสียหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้
แน่ะ!...สระอีมาอีกแล้ว

 

ป.ล. 2  คิดถึงตอนน้ำท่วม

นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าเอาบ้านที่เปียกน้ำ นำไปตากได้เหมือนตากผ้าก็คงจะดี

จึงบันดาลใจเป็นผลงานขึ้นมาเป็นทั้งบทกวีและงานเพ้นท์ชิ้นนี้

แสวงหา?

posted on 22 Mar 2012 04:50 by kaidylan
 
 
 
แสวงหา?
 
 
 
ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของนักคิด นักเขียน นักแสวงหา
และนักเดินทางภายใน ซึ่งก็คือ คุณพจนา จันทรสันติ
แล้วรู้สึกประทับใจความกว้างใหญ่ไพศาล
ภายในเบื้องลึกของนักแสวงหาผู้นี้
ในบทสัมภาษณ์ช่วงหนึ่งผมเล็งเห็นว่า
มีความสอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางความคิด
และความเชื่อของผู้คนในสังคม ณ เวลานี้
โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความน่าสนใจในทุกมิติ
จึงนำมาให้ได้อ่านเพื่อทำการขบคิดร่วมกันครับ ดังนี้...
 
ถาม : ผู้ใหญ่หลายคนมักจะบอกว่า
ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นแบบนี้แหละ ขบถ ตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่า
แต่แล้วไม่นานวันหนึ่งเราก็จะนิ่งเอง เหมือนกับเขาตอนนี้

ตอบ : ไม่ได้นะ เขาพูดอย่างนั้นเพราะเขาผ่านประสบการณ์มาแล้ว
เห็นจุดจบเป็นยังไง แต่เอาจุดจบมาตัดสินก็ไม่ได้ เพราะแต่ละคนก็ต้องเรียนรู้ไปไง
พวกเราแต่ละคน วัยหนุ่มสาวแรง มันก็ดีเป็นวัย คนวัยเราไม่กล้าทำอย่างนั้น
สมัยก่อนนุ่งขาก๊วยสีแดง เดี๋ยวนี้เราก็ไม่กล้า แต่ก่อนมันซ่า เดินตีนเปล่าไปตามถนน
มันก็ท้าทายดี คนก็มอง แล้วก็ไว้ผมยาวด้วยตอนนั้น
จริงๆ มันต้องการท้าทายสังคมต้องการยั่วให้คนโกรธ
คนหนุ่มสาวจริงๆ ไม่มีอะไรมากหรอก ทะเลาะกับพ่อแม่เพราะความเชื่อต่างกัน
ทั้งเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาค่านิยม เราก็อยากจะยั่วให้พ่อแม่เราโกรธ
และเราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาโกรธ แต่ถึงจุดหนึ่งมันก็จะสร้างสรรค์ไม่ใช่เพื่อทำลาย
พอมายุคนี้มันก็เกิดโพสต์โมเดิร์นนิสต์ (แบบไทยๆ ) ขึ้นใช่ไหม
มันกลายเป็นลัทธิของการปฏิเสธและทำลาย
เป็นสมบัติของชนชั้นกลางที่มักง่าย และขาดความรับผิดชอบ
อะไรก็ตามที่เป็นแบบแผนไม่ว่าเก่าใหม่ เป็นทุบทิ้งหมด แต่ไม่สร้าง
รู้จักแต่การทำลายไม่มีสร้างสรรค์

เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจว่าคำว่า “โพสต์โมเดิร์นนิสต์” คืออะไร
เอาแต่คำมาใช้ นี้เราไม่ได้ว่าทุกคนนะ บางคนก็อาจจะลุ่มลึกนะในเมืองไทย
แต่ส่วนมากเราว่ามันเข้าใจเป็นกรอบ อย่าบอกว่าตัวเองเป็นอะไรถ้าไม่ได้ศึกษา
เพราะทุกความคิดทางปรัชญามีที่มาที่ไปและชัดเจนลุ่มลึกอยู่ในตัวเอง
น่าจะได้มีการศึกษาให้ถ่องแท้ เราหมั่นไส้พวกชอบทุบทำลาย
พอเห็นว่าเลวก็เลวไปเลย คือพอเราสูงวัยมากขึ้นก็เห็นหลายอย่าง
มีสิ่งดีๆในสังคม ดีมากเลย สิ่งที่เราเคยด่าตอนนี้เรากลับเห็นค่า
ถ้าไม่มีสิ่งนี้เราไม่มีวันเป็นอย่างทุกวันนี้ ความเป็นไทยบางอย่างงดงาม
หลายอย่างเราก็ด่านะ แต่ว่าหลายอย่างมันเป็นรากที่ลึกมากที่อยู่ในตัวเราโดยเราไม่รู้
และพอเราโตขึ้นเราก็เห็นสิ่งเหล่านี้มีค่า
แต่ก็มีหลายอย่างที่เก่า คอนเซอร์เวทีฟมาก
ซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การทำลาย ต้องสร้างสิ่งใหม่
และให้สิ่งใหม่ยิ่งกว่าทดแทนสิ่งเก่า แต่ไม่ใช่ไปทุบทิ้งเหมือนพวกเรดการ์ด
ทุกวันนี้เราจึงมีพวกโพสต์โมเดิร์นนิสต์แบบเรดการ์ด มีพุทธแบบเรดการ์ด

ถาม : สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคลิกของตะวันตกไหม

ตอบ : การทุบทำลายเป็นบุคลิกแบบตะวันตก แล้วสร้างใหม่ ไม่ได้เรื่องเลย เป็นแนวคิดแบบการปฏิวัติ พอไม่มีรากเดิม สิ่งใหม่ที่สร้างมามันก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด แต่ถ้ามีรากเดิมสิ่งที่สร้างใหม่มันจะชัดเจนกลมกลืน มันจะมีความละมุนละม่อม ซึ่งนี่เป็นบุคลิกแบบตะวันออก แล้วตะวันออกก็ดันไปรับความคิดจากตะวันตก มันก็เลยน่าเกลียดมาก อย่างจีน มันกลายเป็นตะวันตกไม่ได้เต็มตัว เป็นตะวันตกแบบจีนๆ พอปฏิเสธขุนนางปฏิเสธชนชั้นก็เลยกลายเป็นเจ๊กแบบหยาบๆ ทุกวันนี้ก็ค้าขาย ไม่มีวัฒนธรรม ขายอย่างเดียว ขายสิ่งที่ตัวเองเคยทำลาย ขายวิวขายวัด ขายวัง ขายของเก่าในอดีต
 
ถาม : ไม่เหลือเค้าบุคลิกนักปราชญ ์ที่ลุ่มลึกอีกแล้ว

ตอบ : ไม่มีบุคลิกแบบนั้นหรอกในจีนใหม่ หยาบกระด้างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมเก่าดีกว่า สิ่งไม่ดีก็มีมากมาย ที่จริงมันเป็นการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ ยังไม่กลมกลืน สุดท้ายมันก็เกิดชนชั้...นใหม่ เป็นสมาชิกพรรค ข้าราชการ กลายเป็นชนชั้นแบบใหม่เป็นอภิสิทธิ์ชน มันหนีไม่พ้นหรอก โชคดีที่เมืองไทยผ่านช่วงนั้นมาได้ ดีที่เราไม่ได้ปฏิวัติกลายเป็นสังคมนิยม ช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แม้ว่าประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน

ถาม : ในหนังสือของคุณ ประเด็นการปะทะกันของตะวันออกตะวันตกมีกล่าวถึงเสมอ ไม่ได้ปฏิเสธตะวันตกใช่ไหม

ตอบ : คือตะวันออกถูกละเลย ถ้าสามารถทำให้สมดุลได้จะดีมาก มันเป็น ๒ ขั้วความคิด เราต้องรู้จักตัวเองให้ดี เพราะพลังที่เป็นขั้วตะวันตกนั้นแรง ซึ่งขั้วตะวันตกนั้นไม่ใช่ไม่ดี ทั้งวิธีคิด ปรัชญามันมีที่มาที่ไป มีรากทั้งนั้น เพียงแต่เราไปรับเอาเฉพาะตัวเทคโนโลยี ขาดรากทางปรัชญา ขาดลักษณะที่เป็นวิชาการของเขา เรารับมาแค่ดอกเตอร์ แต่ไม่ได้รับความเป็นดอกเตอร์มาด้วย ไม่ได้รับ intellectual หรือความใฝ่รู้มาด้วย คือการถกเถียงทางปัญญาและยอมรับ ลูกศิษย์เถียงชนะอาจารย์ก็ไม่โกรธ ทั้งให้เวลากับลูกศิษย์ นี่คือความเป็นครูที่อยู่ข้างในเป็นความใฝ่รู้อยู่เสมอ นี่คือความเป็นโปรเฟสเซอร์หรือบุคลิกแบบ intellectual ของตะวันตก ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก ฯลฯ

อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ทั้งหมดได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ
 
 

ตื่นขึ้นจากการหลับไหล

posted on 19 Mar 2012 21:01 by kaidylan

  

  

  

 

 

 

 

 
"ตื่นขึ้นจากการหลับไหล"

 

 

 

ค่ำคืนหนึ่งบนถนนสายบันเทิง

หลายสิ่งหลายอย่างกำลังหลับไหล

ขวดเบียร์หลายยี่ห้อทั้งเล็กและใหญ่

นอนสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นถนน

ก้นบุหรี่นอนหลับอย่างกระจัดกระจาย

ผัดไทยรสชาติปริศนา

นอนพักสายตาอยู่บนกล่องโฟม

กล่องโฟมหลับลึกอยู่ใต้เส้นผัดไทย

ลูกชิ้น บาร์บีคิว หมูปิ้ง

หลับนิ่งอยู่บนไม้เสียบ

ในขณะที่หลายสิ่งหลายอย่าง

นอนหลับอย่างเกียจคร้านอยู่บนพื้นถนน

ความสดใส ความสดชื่น ในนามของความรัก

ได้ออกปฏิบัติการด้วยความขยันขันแข็งและอดทน

ทำการเก็บกวาดความหลับไหล

ปลุกความหลับให้ลุกตื่น

ผันจากความสนุกในยามค่ำคืน

ให้ตื่นขึ้นอย่างสดชื่นเบิกบาน

ต้นไม้ยังคงอ่อนโยนต่อลูกนกในรัง

พ่อแม่นกยังคงตื่นขึ้นมาร้องเพลง

สายลมยังคงเต้นรำ

ดวงตะวันยังคงฉายแสง

ต้นหญ้าสามัญยังคงแสดงความร่าเริง

ผีเสื้อและหมู่แมลงยังคงผสมพันธุ์ให้แก่ดอกไม้

เพียงตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล

ปลุกหัวใจของเธอให้เปิดกว้าง

เธอจะค้นพบความมหัศจรรย์ของการตื่นอย่างเบิกบาน

จากภายใน…

 

 

********